เทคโนโลยีตรวจจับกลิ่นเหล้า เมาแล้วออกรถไม่ได้

มกราคม 9, 2009

ตรวจจับความเมารัฐในสหรัฐอเมริกา 4 แห่ง พร้อมใจกันออกกฎหมาย ให้ผู้ที่เคยมีความผิด “เมาแล้วขับ” จะต้องใช้รถที่ติดเครื่องทดสอบลมหายใจกับรถ เมื่อจะออกรถจะต้องให้เครื่องตรวจ หากว่ามีกลิ่นแอลกอฮอล์เครื่องยนต์จะไม่ขยับ

รัฐเหล่านั้นได้แก่ รัฐอลาสกา, เนบราสกา, โคโรราโดและวอชิงตัน เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันขึ้นศกใหม่เป็นต้นไป ประชาชนส่วนใหญ่ของรัฐเหล่านี้ พากันเรียกร้องให้ดำเนินการดังกล่าว โดยเชื่อว่าจะสามารถพิทักษ์รักษาชีวิตผู้คนเอาไว้ได้เป็นเรือนพัน

ผู้ที่เคยโดนตรา หน้าว่ามีความผิดในเรื่องนี้ จะต้องเสียเงินซื้อเครื่องตรวจลมหายใจ ซึ่งมีขนาดโตเท่ากำปั้น ติดไว้ที่หน้าปัดรถ ในราคาเครื่องละประมาณ 300 บาท และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมประจำเดือนให้กับรัฐอีกเดือนละ 1,000 บาท

นายเดวิด มอลแฮม แห่งองค์การต่อต้าน “เมาแล้วขับ” กล่าวว่า อุปกรณ์นั้นมันย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวก แต่ทำอย่างไรได้ เพราะด้านตรงข้ามของความไม่สะดวก มันคือ “ความตาย” และยังเปิดเผยว่า เครื่องตรวจแอลกอฮอล์รุ่นใหม่ ยิ่งจะก้าวหน้าหนักขึ้น สามารถจะจับกลิ่นอายภายในรถ มองดูหน้าและตาของผู้ขับและแม้แต่ตรวจวัดเหงื่อที่จับอยู่กับพวงมาลัยรถ เพื่อตรวจดูว่าเมาขนาดไหน จึงจะสตาร์ตเครื่องได้.

พบวิธีป้องกันไข้เลือดออก ด้วยการทำให้ยุงอายุสั้น

มกราคม 7, 2009

ไข้เลื��ด����ก

นักวิทยาศาสตร์ของออสเตรเลีย พบว่ายุ่งแก่เท่านั้นที่กัดแล้วสามารถแพร่เชื้อไข้เลือดออกและไข้จับสั่นได้ จึงคิดหาวิธีการทำให้มันอายุสั้นก่อนแก่ตายด้วยวิธีธรรมชาติ โดยเคยพบมาว่าแมลงหวี่ที่ติดเชื้อพยาธิชนิดหนึ่ง จะทำให้อายุขัยของมัน ลดเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เขาจึงพยายามทดลองทำให้ยุงติดเชื้อพยาธินั้นบ้าง และก็ได้ผลว่ายุงที่ติดเชื้อ จะมีอายุขัยเหลือเพียง 21 วัน ทั้งที่เลี้ยงอยู่ในห้องปฏิบัติการอันอบอุ่นและสบาย เทียบกับยุงธรรมดาที่อยู่ได้นานถึง 50 วัน

ตามปกติเมื่อยุงติดเชื้อมาลาเรียหรือไข้เลือดออก เชื้อโรคจะต้องใช้เวลาฟักตัวนานถึงสองอาทิตย์หรือประมาณ 14 วัน ยุงนั้นถึงจะแพร่เชื้อโรคติดต่อได้ ซึ่งแสดงว่าต้องเป็นพวกยุงมีอายุเท่านั้น ที่จะทำอันตรายต่อได้ วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งรายงานผลการทดลองเรื่องนี้ กล่าวว่า ยุงที่อยู่ตามธรรมชาติจะตายเร็วกว่ายุงที่เลี้ยงอยู่ในห้องปฏิบัติการ ดังนั้นหากสามารถแพร่เชื้อพยาธินั้นให้กับยุงทั่วไปได้ จะเป็นวิธีควบคุมโรคไข้เลือดออกได้อย่างหนึ่ง

สั่งจำคุกนกพิราบ

ตุลาคม 8, 2008

เป็นเรื่องที่ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ก็เป็นเรื่องจริง เรื่องนี้เกิดในต่างประเทศโน้น เมื่อตำรวจบอสเนียตัดสินจำคุก(ขัง) นกพิราบตัวหนึ่ง หลังรับหน้าที่ส่งยาเสพติดให้นักโทษในเรือนจำ!สั่งจำคุกนกพิราบ

จนท.ราชทัณฑ์ สงสัยกลุ่มนักโทษชายที่ถูกคุมขังอยู่ในห้องเดียวกัน มีอาการเคลิบเคลิ้มคล้ายเพิ่งเสพยา จึงทำการสืบสวน พบว่า นกพิราบตัวหนึ่งบินรอดผ่านลูกกรงหน้าต่างห้องขังนั้นเป็นประจำ พวกเขาจึงทำการดักจับนกพิราบ ตรวจหาสิ่งผิดปกติจนพบ ซองพลาสติกจิ๋วบรรจุเฮโรอีนติดอยู่ที่ปีกด้านในของนก

เมื่อตำรวจได้ทราบเรื่องราว พวกเขาเฝ้าติดตามเส้นทางการบินของนกพิราบตัวดังกล่าว บินมาจากเมืองหนึ่งที่อยู่ห่างจากเรือนจำราว 70 ก.ม. หลังจากนั้น ตำรวจ สั่งขังนกพิราบนักขนยาอย่างไม่มีกำหนด ด้านจนท.ราชทัณฑ์ เพิ่มความระมัดระวัง เฝ้าสังเกตนกพิราบ และสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่เข้าใกล้เรือนจำ ป้องกันการลักลอบใช้สัตว์ส่งยาเสพติดให้กับนักโทษ

“เราเดาไม่ถูกเลยว่า นกพิราบจะได้ค่าตอบแทนในการขนยาเป็นอะไร และเท่าไหร่?” จนท.ราชทัณฑ์ กล่าว

ขณะที่เรือนจำของบราซิล รายงานเหตุการณ์ในลักษณะใกล้เคียงกัน หลังพบนักโทษแอบโทรสั่งยา ไม่นานนกพิราบก็บินมาส่ง.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สารเมลามีน คืออะไร

กันยายน 26, 2008

เป็นเรื่องที่กำลังวิตกกันมากเกี่ยวกับสารเมลามีนปนเปื้อนในนม ขนม และอาหารนำเข้าจากประเทศจีน แต่หลายคนไม่ทราบว่าสารเมลามีน มันคืออะไร แล้วมีผลหรือพิษอันตรายอย่างไร จึงขอนำบทความของ รศ.ดร.เยาวมาลย์ ค้าเจริญ ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มานำเสนอดังนี้

เมลามีน คือ พลาสติกชนิดหนึ่งมีสารฟอร์มาลดีไฮด์เป็นส่วนประกอบ หรือที่เรารู้จักคุ้นเคยกันคือ ฟอร์มาลีน ส่วนใหญ่เมลานีนจะถูกนำมาผลิตพลาสติก จานเมลามีน ถุงพลาสติก พลาสติกสำหรับห่ออาหาร นอกจากนี้เมลามีนยังอยู่ในอุตลาหกรรมเม็ดสีเป็นหมึกพิมพ์สีเหลือง นอกจากนี้ยังนำไปทำน้ำยาดับเพลิงคุณภาพดี น้ำยาทำความสะอาด และปุ๋ย เพราะโครงสร้างของเมลามีนมีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบที่ค่อนข้างสูง

คุณสมบัติของเมลามีน
เป็นเมตาโบไลท์ของไซโรมาซีน(Cyromazine) ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งเมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและพืชได้รับเข้าไปในร่างกายจะสามารถเปลี่ยนไปเป็นเมลามีนได้ มีไนโตรเจน 66.67 % คิดเป็นปริมาณโปรตีนได้ 416.66 % จัดเป็นพวก Non-Protein Nitrogen (NPN) ในสัตว์กระเพาะรวม แต่ไม่นิยมใช้เพราะการ Hydrolysis ช้าและไม่สมบูรณ์เหมือนยูเรีย ลักษณะเป็นผงสีขาว มีสูตรโครงสร้างทางเคมี C3H6 N6 (1,3,5 Triazine 2,4,6 Triamine) ละลายน้ำได้น้อย เมลามีนคุณภาพดีจะนำไปทำเม็ดพลาสติกเรียกเม็ดเลซินเมลามีน ส่วนเศษที่เหลือหรือเมลามีนที่คุณภาพเลวจะนำกลับไปทำของใช้ ซึ่งเมลานีนคุณภาพเลวนี้ขบวนการของมันไม่สมบูรณ์จึงมีราคาถูก และเกิดอนุพันธ์ของเมลามีนขึ้นหลายชนิด เรียกว่า เมลามีนอันนาล็อก ประกอบด้วย ammeline,ammelide และ cyanuric acid แม้จะเป็นอนุพันธ์ของเมลามีนแต่ก็ยังมีโปรตีนสูงถึง 224.36 %

งานวิจัยกับเมลามีนในช่วงที่ผ่านมา
จากการวิจัยในปี ค.ศ.1971 มีการนำเมลามีนมาใส่ในอาหารโค เพราะเป็นแหล่งไนโตรเจน ต่อมาในปี 1971-1976 มีการวิจัยพบว่าเมลามีนมีไนโตรเจนสูงกว่ายูเรีย แต่เมื่อสัตว์กระเพาะรวม (โคเนื้อ โคนม แพะ แกะ) กินเข้าไปแล้วไม่สามารถย่อยได้สมบูรณ์ ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในตัวสัตว์จึงไม่นิยมใช้ จากนั้นมีการทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยเมลามีนที่มาจากโรงงานผลิตที่ค่อนข้างดีก็จะมีเฉพาะเมลามีนตัวเดียวออกมาไม่มีอัลนาล็อก และมีการศึกษาเมลามีนในสัตว์และคน ก็พบว่าไม่เป็นพิษจึงยอมให้มาผลิตเป็พลาสติกภาชนะใส่อาหารและใช้ห่ออาหารอีกด้วย
จนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา หน่วยงาน U.S.Food and Drug ออกมาตรการให้มีการสืบสวนกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงจากเมืองจีน เพราะพบว่าอาหารสัตว์เลี้ยงที่ส่งไปขายในสหรัฐอเมริกาและแอฟริกาใต้ เมื่อสุนัขและแมวกินเข้าไปทำให้สัตว์เลี้ยงลัมป่วยและตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ U.S.Food and Drug ได้ประกาศระงับการนำเข้ากลูเตนที่ผลิตได้จากแป้งสาลี(wheat gluten) ของจีน รวมทั้งเรียกคืนสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากจีนรวมกว่า 60 ล้านกล่อง ครอบคลุมสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงประมาณ 100 ยี่ห้อ นอกจากนี้ยังมีความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าคอนกลูเต้น ( corn gluten ) ที่ผลิตในอเมริกามีโปรตีนไม่ถึง 64 % ทั้ง ๆ ที่อเมริกาเป็นแหล่ง corn gluten แหล่งใหญ่ของโลกในขณะที่ผลิตภัณฑ์จากเมืองจีนมีโปรตีนสูงถึง 68 % แต่กลับราคาถูกกว่า
นอกจากนำเข้า corn gluten จากจีนแล้ว อเมริกายังนำเข้าโปรตีนจากพืชชนิดอื่น ๆ ของจีน เช่น wheat gluten, rice bran และ rice protein concentrate หลังจากนั้นพบว่าเมื่อนำไปใช้เลี้ยงสัตว์แล้วเกิดปัญหา เมื่อตรวจสอบก็พบว่าโปรตีนจากพืชที่นำเข้าจากจีนปนเปื้อนด้วยเมลามีน และอนุพันธ์ของเมลามีน U.S.Food and Drug ได้ประกาศระงับการนำเข้าโปรตีนจากพืชของจีนรวมทั้งเรียกคืนอาหารสัตว์จากจีนกว่า 60 ล้านกล่อง ครอบคลุมสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงประมาณ 100 ยี่ห้อ
จากจุดนี้ทำให้หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหาร ประจำสหภาพยุโรป (European food Safety Authority : EFSA) ได้มีการกำหนดค่าในการบริโภคเมลามีนต่อวันของมนุษย์และสัตว์ ( toterable daily intake : TDI ) ในระดับไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวัน โดยค่ะ TDI ของเมลามีนทั้งคนและสัตว์ให้มีค่าเท่ากันเพราะยังไม่มีการวิจัยในสัตว์ออกมาส่วนค่าเมลามีนที่จะปนมากับอาหารคนและสัตว์เกินกว่า 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือ 30 ppm. ได้
EU และประเทศสมาชิก 27 ประเทศมีการตรวจเข้มข้น เพื่อหาการปนเปื้อนของเมลามีนในสินค้าประเภท wheat gluten,corn gluten, corn meal, soy protein, rice bran, rice protein concentrate ที่นำเข้าจากจีนและประเทศที่ 3 ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศตะวันออกเฉียงใต้ทั้งนี้ให้รายงานผลการตรวจเข้าสู่ระบบเตือนภัยกลาง คือ Repid Alert System for Food and Feed

เมลามีนในประเทศจีน
จีนมีโรงงานผลิตเมลามีน 3 แหล่งใหญ่ ๆ ซึ่งร่ำรวยมาก ผลิตเมลามีนเดือนละหลายหมื่นตันในเมืองจีนเมลามีนวางขายหลากหลายยี่ห้อ และมีการับรองมาตรฐานอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการประกาศขายเมลามีนผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่างเปิดเผย ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในเมืองจีนมีขายและใช้กันมากในการผลิตอาหารสุนัข อาหารสุกร รวมถึงแป้งที่คนกิน นอกจากจะนำมาใช้ในประเทศแล้ว จีนยังมีการส่งเมลามีนเข้าไปขายในประเทศที่ 3 ประกอบด้วย ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเชีย และฟิลลิปปินส์ โดยไม่ได้นำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมจานเมลามีน แต่เอามาปนเปื้อนในอาหารคนอาหารสัตว์ ซึ่งผู้ขายจากจีนจะไม่บอกว่าเป็นเมลามีนโดยบอกว่าเป็น ไบโอโปรตีน โดยเป็นเมลานีนเศษเหลือจากโรงงานพลาสติก ราคาถูก นำเข้าในราคากิโลกรัมละ 1.20 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่เมืองจีนราคาประมาณกิโลกรัมละ 1-2 หยวนเท่านั้น
ในตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าสารที่เข้ามาเป็นเมลามีน เพราะไม่มีน้ำยาสำหรับตรวจสอบได้ มีแต่ตรวจเช็คการปนเปื้อนยูเรีย Non-Protein Nitrogen คือ ปุ๋ย เป็นพวกแอมโมเนียมไนเตรท แอมโมเนียมฟอสเฟต แอมโมเนียมซัลเฟต นอกจากนั้นยังมีการตรวจการปนเปื้อนขนไก่ไฮโดรไลซ์เศษหนังเท่านั้น

ความเป็นพิษของเมลามีน
เกิดการระคายเคืองเมื่อสูดดมทำให้ตาและผิวหนังอักเสบ เมื่อกินเข้าไประบบสืบพันธุ์ถูกทำลาย เกิดนิ่วในท่อปัสสาวะและไต เกิดมะเร็งที่ท่อปัสสาวะ ในสุนัขจะขับถ่ายออกมามาก ปัสสาวะมีความถ่วงจำเพาะลดลง มีเมลามีนในปัสสาวะสูง และเห็นเกร็ดเล็ก ๆ สีขาวเกิดขึ้นที่ไตและปัสสาวะ โดยน้ำปัสสาวะจะมีสีขาวขุ่นและมีโปรตีนและเลือดถูกขับออกมาด้วย กรณีในคนจะมีปัญหาท่อปัสสาวะล้มเหลว ในปลาไร้เกล็ด(ปลาดุก) เกร็ดจะเกิดผิวสีดำ ตับและไตขนาดใหญ่(ตับแตก) และตายในที่สุด

ผลของเมลามีนต่อสุกร – ไก่
อาการที่พบในสุกร ผอมซูบไม่กินอาหาร ตายแบบเฉียบพลันเพราะไตวาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเข้าว่าเป็น PRRS หรือเซอร์โคไวรัส ขี้จะแข็งเป็นเม็ดกระสุน ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นรุนแรง พื้นคอกสีขาวเนื่องจากการขับเมลามีนออกมากับปัสสาวะ ผิวหนังที่มีการสัมผัสเมลามีนจะเป็นมะเร็งได้ (ในสุกรจะเห็นผิวหนังเป็นจุดแดง) ถ้าสูดดมเอาเมลามีนเข้าไปจะทำให้โพรงจมูกอักเสบ และมักพบสุกรส่วนหนึ่งตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ การแสดงอาหารป่วยจะพบ 30–100 % แต่การตายจะพบ 20-80 % วิการเมื่อผ่าซากจะพบไตแข็ง มีสีเหลืองผิวเป็นเม็ดน้อยหน่า และจะพบโรคแทรกซ้อนมากมาย
อาการที่พบในไก่เนื้อ ไตจะใหญ่กว่าปกติ 3-4 เท่า บริเวณอุ้งเท้าไก่จะเน่าเพราะมูลที่ขับถ่ายออกมาเหนียวมากจึงเกาะติดทำให้เกิดการระคายเคืองกับอุ้งเท้าไก่โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนขาย จึงเกิดความเสียหายขึ้นจะมาก-น้อยแตกต่างกันในแต่ละฟาร์ม

เส้นทางการสืบค้นหาเมลามีนในเมืองไทย
จากการตรวจสอบวัตถุที่นำเข้าจากจีนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งที่เป็นข้อสงสัยเกิดขึ้นจากการค้นคว้าเจาะลึกลงไป พอดีกับที่ได้ไปงาน VIV ที่จีน พร้อมไปเป็นวิทยากรที่เมืองจีนอีกหลายครั้ง ก็ได้เห็นสินค้าหลากหลายวางขายจึงเก็บมาวิเคราะห์ก็เลยแน่ใจว่าเป็น เมลามีน โดยเมลามีนที่ตรวจพบในเมืองไทยที่ปนเปื้อนมากับวัตถุดิบอาหารมีหลากหลายชนิด ประกอบด้วย
- โพลียูเรียฟอร์มาลดีไฮด์ (ผงสีขาว)
- โพลีเมธิลคาร์บาไมล์ (ผงสีขาว)
- โพลียูเรียฟอร์มาลดีไฮด์ (UF) เรซิน
- เมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ (MF) เรซิน
- เมลามีนยูเรียฟอร์มาลดีไฮด์ (MUF) เรซิน
ซึ่งมีตั้งแต่สีเหลืองจนขาว ขาวเทา เทาและดำ เมลามีน(ผงสีขาว) และเมลามีนไซอนูเลท(เป็นรูปเกลือที่เกิดจากเมลามีนและกรดไซอนูริค) โดยเมื่อตรวจสอบเปอร์เซ็นต์โปรตีนพบสูงตั้งแต่ 160-450 % จึงเริ่มมีการทำเทสคิดและสำเร็จในเดือนพฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยน้ำยาสารละลาย A (ความเป็นด่างสูง) และน้ำยาสารละลาย B (ความเป็นกรมสูง)

ขั้นตอนในการตรวจสอลเมลามีน
1. ตรวจสอบโดยตรงจากกล้องจุลทรรศน์ (ต้องมีความชำนาญและฝึกอบรมการตรวจสอบคุณภาพอาหารด้วยกล้องจุลทรรศน์มาก่อน) จะสามารถเห็นสารนี้ได้ โดยจะเห็นเป็นคริสตัลแวววาวสีแตกต่างกันไปถ้าปลอมปนในโปรตีนจากพืช เช่น โปรตีนจากข้าวโพด ข้าวลาสี ถั่วเหลือง (กากถั่วเหลืองและถั่วอบ) มักจะเป็นสีเหลืองหรือขาว
2. หยดสารละลาย A ลงไปจะเกิดตะกอนขุ่นขาวครั้งแรก (มองจากกล้องจุลทรรศน์) และจะเปลี่ยนเป็นตะกอนขุ่นสีเทาดำเกิดขึ้น เมื่อทิ้งไว้ 5-10 นาที จะมีเมือกสีขาวเคลือบอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างจะมีสีดำเทาแสดงว่าเป็นพวก UF ถ้าเป็น MF จะได้สารละลายสีเหลืองและ MUF จะเป็นสีเหลืองอ่อน
3. ตรวจสอบจากกล้องจุลทรรศน์ เช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 2 แต่ให้หยดสารละลาย B ลงไปจะเกิดสีชมพู-ม่วงคราม-ม่วงน้ำเงินเกิดขึ้นเป็นพวก UF สำหรับ MF จะได้สีชมพู และ MUF ต้องทิ้งไว้ 15-20 นาที จึงจะเกิดสีชมพูอ่อน
4. น้ำตัวอย่างอาหารที่จะทดสอบโดยละลายในน้ำกลั่น อัตราส่วนอาหารต่อน้ำ 1 : 10 แล้วคนให้เข้ากันขณะคนให้สังเกตถ้ามีสารปนเปื้อนอาหารจะจับตัวเป็นขุยก้อนเล็ก ๆ สังเกตดูน้ำที่ใช้ละลายจะไม่ใส มีสีขาวเหมือนน้ำข้าวต้ม แสดงได้ทันทีว่ามีเมลามีนผงสีเทาปนเปื้อน ทิ้งไว้ในตะกอนแล้วกรองด้วยกระดาษกรอง Whatman No.4 หรือดูดเอาน้ำไปทดสอบกับสารละลาย A และ B

วัตถุดิบอาหารสัตว์หลักที่ต้องระวัง
อันดับแรกคือ ปลาป่น โปรตีนจากพืชที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น corn gluten , soy bean meal, soy protein , rice bran, rice protein concentrate โปรตีนจากวุ้นเส้น DDGS จากเมืองจีนและโพลีนคลอไรด์จากเมืองจีน รำสกัดในบ้านเราก็ไม่น่าไว้วางใจ ฟลูแฟตซอยก็เช่นเดียวกัน

ความเสียหายที่เกิดกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย
ความเสียหายในฟาร์มหมูที่เกิดขึ้นเพราะที่ผ่านมารำแพง ปลาป่นแพง หาของคุณภาพได้ยาก และไม่รู้ว่ามีการปนเปื้อนเมลามีนในวัถตุดิบเหล่านี้จึงมีการทดลองใช้ DDGS และโพลีนคลอไรด์จากเมืองจีน ซึ่งโพลีนคลอไรด์ 60% มีขายทั่วไปแต่จากเมืองจีนจะมีเพียง 20% และมีเมลามีนปนเปื้อน เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงโดยเฉพาะในสูตรของพ่อแม่พันธุ์ หมูเลียรางที่ใช้ปลาป่นค่อนข้างมาก
ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่จีนหลอกขายเมลามีนให้ แต่เราเดือนร้อนที่สุดเพราะเราเป็นผู้ส่งออกทั้งไก่เนื้อ กุ้ง และหมูที่กำลังจะส่งออกได้ ที่ผ่านมาหมูก็จะไปไม่ไหวอยู่แล้วเพราะราคาตกต่ำแล้วยังมาเจอความเสียหายเกิดขึ้นจากวัตถุดิบปนเปื้อน ฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคิดให้มากกว่านี้ทำอะไรต้องคิดถึงประเทศชาติ ส่วนอาจารย์ก็จะเร่งเตรียมห้องแล็ปและรับตรวจสอบตัวอย่างที่สงสัย พร้อมจัดอบรมให้ความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการอบรมไปแล้วจำนวนหนึ่งในส่วนของผู้ส่งออก ขณะเดียวกันก็จะปรับเปลี่ยนวิธีการวิเคราะห์เมลามีนทั้ง 4 ตัวด้วยเครื่องสเป็กโตรดฟโตมิเตอร์ และจำทำเทสคิดออกมาอีก 2 ตัวเพื่อมาตรวจสอบ A,B ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และถ้าเกษตรรายใดสงสัยว่าฟาร์มจะมีปัญหาจากเมลามีนต้องการให้อาจารย์ช่วยเหลือก็ติดต่อได้โดยตรง ยินดีให้ความช่วยเหลือ รศ.ดร.เยาวมาลย์ กล่าว

ปีเตอร์ ฮิกก์ส ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีอนุภาคพระเจ้า

กันยายน 18, 2008

       ปีเตอร์ ฮิกก์ส (Peter Higgs) ศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ (Edinburgh University) แห่งสหราชอาณาจักร ผู้เสนอแก่โลกตั้งแต่ปี 2507 ว่ามีอนุภาคนี้อยู่ ก็ลุ้นให้มีการค้นพบ “ฮิกก์ส” อนุภาคที่ได้รับการตั้งชื่อตามนามสกุลของเขาเช่นเดียวกัน

       
       พร้อมๆ กันนั้น “ฮิกกส์” ก็คาดหวังว่าตัวเขาเองจะมีชีวิตยืนยาวได้ทันเห็นการค้นพบ “ฮิกกส์” ที่เป็นอนุภาคสำคัญจากการทดลองครั้งสำคัญนี้ โดยในวันที่ 29 พ.ค.2552 เขาจะมีอายุครบ 80 ปีพอดี
       
       “ผมขอต่ออนุภาคพระเจ้าของผม ให้มีชีวิตยืนยาวอีกสักหน่อย ผมคงจะเปิดขวดแชมเปญหรือวิสกี้ แล้วให้เวลาเพื่อฉลองสักเล็กน้อย” ฮิกก์สกล่าวอย่างติดตลกกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเยี่ยมชมเซิร์นเมื่อวันเปิดบ้านต้นเดือนเมษายนทีผ่านมา ซึ่งการให้สัมภาษณ์ของนักฟิสิกส์ผู้ยืนยันว่ามีอนุภาคผู้ให้กำเนิดนั้นเกิดยากยิ่ง เพราะนอกจากวงการฟิสิกส์อนุภาคจะมีสักกี่คนกันที่จะเข้าใจและเข้าถึง
       
       ฮิกกส์ได้นำเสนอทฤษฎีที่อธิบายจุดกำเนิดของมวลตั้งแต่ปี 2507 อย่างไรก็ดีเขารู้สึกลำบากใจต่อความโด่งดังที่ได้รับจากอนุภาคที่ใช้ชื่อเดียวกับเขา และได้ยกความดีความชอบให้กับกลุ่มนักฟิสิกส์จำนวนมากที่ทำงานจนนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับมวล
       
       ทั้งนี้ความสมมาตร (symmetry) เป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับแนวคิดทางฟิสิกส์  หากอนุภาคในแบบจำลองมาตรฐาน (standard model) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายแรงพื้นฐานและอนุภาคมูลฐานในธรรมชาติด้วยสมการเพียงหนึ่งเดียวนั้น สมมาตรกันอย่างสมบูรณ์ ก็จะไม่มีอนุภาคใดเลยในแบบจำลองที่มีมวล
       

       แต่ความจริงที่ว่าอนุภาคมูลฐานส่วนใหญ่ไม่ได้ไร้มวล ดังนั้นต้องมีบางสิ่งที่ที่ทำให้เกิดมวลขึ้นในอนุภาค บางสิ่งที่ว่านั้นก็คือ “สนามฮิกก์ส” (Higgs field)
       
       ย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ “ฮิกก์ส” อันหมายถึงตัวปีเตอร์นั้น เขาเกิดที่ประเทศอังกฤษ แต่วัยเด็กต้องเรียนหนังสือที่บ้าน เพราะต้องย้ายบ้านบ่อยครั้ง เนื่องด้วยอาชีพของบิดาที่เป็นวิศวกรเสียง (sound engineer) ของสถานีบีบีซี และเขาเองก็มีอาการหอบหืดเป็นโรคประจำตัว จนกระทั่งเขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนแกรมมาร์สคูลโคธัม (Cotham Grammar School) ซึ่งขณะนั้นเขาได้แรงบันดาลใจจากผลงานของพอล ดิแรค (Paul Dirac) รุ่นพี่ในโรงเรียนเดียวกันผู้วางรากฐานกลศาสตร์ควอนตัม
       
       เมื่อฮิกกส์อายุ 17 เขาก็สนใจในคณิตศาสตร์ขณะเข้าเรียนที่โรงเรียนซิตีออฟลอนดอน (City of London School) จากนั้นก็ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน (King’s College London) จนจบปริญญาเอกและทำงานที่นั้น ก่อนย้ายไปที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ (Edinburgh University) ในสก็อตแลนด์ ตอนวัย 30 ซึ่งที่สถาบันนี้เองเขาเริ่มสนใจในมวล และได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์อนุภาคเมื่อปี 2523
       
       สำหรับการค้นหาอนุภาคฮิกกส์นั้น ปีเตอร์ ฮิกก์สเชื่อแน่ว่ามีอนุภาคฮิกก์สอยู่จริงและจะปรากฏในข้อมูลการทดลองอย่างรวดเร็ว
       
       นั่นทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาอย่างมากในการวิเคราะห์ ก่อนที่จะประกาศออกมาว่าพบแล้ว และเขาจะรู้สึกฉงนอย่างมากหากเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของฮิกก์สได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าทฤษฎีที่เชื่อกันมานั้นผิดทั้งหมด